ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กรกฎาคม 14, 2020, 05:34:46 PM
ศิลปวัฒนธรรม [ ปี 1-5 ]

+  TRIP & TREK โลกกว้างของคนเดินทาง
|-+  กระดานข่าวสีเขียว
| |-+  ศิลปวัฒนธรรม (ผู้ดูแล: tooom, bamboo)
| | |-+  ไขรหัสลับ “ปริศนาลูกปัด” แดนใต้
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ไขรหัสลับ “ปริศนาลูกปัด” แดนใต้  (อ่าน 6051 ครั้ง)
ไขรหัสลับ “ปริศนาลูกปัด” แดนใต้
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2009, 11:03:46 AM »

มนุษย์ทุกคนทุกยุคทุกสมัยทุกประเทศในโลกต่างชอบความสวยความงามด้วยกันทั้งสิ้น นอกจากเครื่องประดับที่ทำจากเพชร พลอยต่างๆ จะได้รับความนิยมสนใจจากมนุษย์ปุถุชน โดยเฉพาะเหล่าสุภาพสตรีทั้งหลายแล้ว ยังมีเครื่องประดับอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “ลูกปัด”
       
       “ลูกปัด” เป็นหนึ่งในเครื่องประดับที่มนุษย์นิยมคลั่งไคล้ อาจจะเนื่องด้วยลูกปัดเป็นเครื่องประดับที่มีสีสันสวยงาม หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพงมากนัก และลูกปัดในปัจจุบันก็มีให้เลือกเยอะแยะมากมาย ทั้งที่ทำจากหิน พลาสติก แก้ว ที่สำคัญคือ สามารถใส่ได้ทุกโอกาส
       
       แต่จะมีใครสักกี่คนที่สนใจใคร่รู้เรื่องราวความเป็นมาของเจ้าเครื่องประดับนาม ว่า “ลูกปัด” นี้อย่างถ่องแท้ ใครจะรู้ว้าเจ้าลูกปัดลูกเล็กๆ เม็ดหนึ่งสามารถเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ การค้า วัฒนธรรมของมนุษย์ในหลายพันปีที่แล้วได้ และโดยเฉพาะลูกปัดที่พบในคราบสมุทรภาคใต้ของไทย ที่ถือได้ว่าเป็นแหล่งใหญ่และสำคัญอีกแหล่งหนึ่งของลูกปัดในประเทศ
       
       ***เล่าขานประวัติศาสตร์ลูกปัด
       นพ.บัญชา พงษ์พานิช จากสุธีรัตนามูลนิธิ จ.นครศรีธรรมราช และหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ เล่าให้ฟังเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของลูกปัด ว่า มนุษย์ชอบประดับชอบความสวยงาม เพื่อแสดงความแตกต่างแสดงถึงสถานะของตน โดยเฉพาะลูกปัดในสมัยโบราณจะผลิตจากธรรมชาติที่อยู่ใกล้ตัวมนุษย์ ตั้งแต่เริ่มจากใช้ดอกไม้ ใบไม้ เมล็ดพืช ต่อมาก็ผลิตจากหอย กระดูก จนกระทั่งมนุษย์รู้จักการเจาะหินและใช้หินมาทำเป็นลูกปัด ซึ่งต่อมามีการพัฒนาการค้าแลกเปลี่ยน รวมถึงมีการผลิตจากลูกปัดหินมาเป็นลูกปัดทอง ลูกปัดแก้ว
       
       ในโลกนี้ลูกปัดที่ถูกค้นพบมีอายุประมาณ 40,000 ปี ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ และถ้ามองกระแสการนิยมลูกปัดทั่วโลก อียิปต์ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนี้ นอกจากนี้ในโลกนี้ยังมีอัก 2 ดินแดนที่มีคามนิยมไม่แพ้กัน คือ เปอร์เซีย เมโสโปเตเมีย, อัฟกานิสถาน( ลุ่มน้ำสินธุ)
       
       เมื่อย้อนอดีต....ในประเทศไทยลูกปัดเริ่มพัฒนาและสามารถหาร่องรอยความเป็นมาได้ โดยเริ่มที่โคกพนมดี จ.ชลบุรี อายุประมาณ 4,000 ปี ที่มีหลักฐานการทำลูกปัดเปลือกหอย และได้พบสายสร้อยที่ทำจากลูกปัดจำนวน 150,000 เม็ด ที่ศพของนางพญาโคกพนมดี ต่อจากนั้นในภาคเหนือและภาคอีสานก็มีการพบลูกปัดหินคาร์เนเลี่ยน ลูกปัดหินอะเกต แต่ที่เด่นที่สุดคือ การพบลูกปัดแก้วสีฟ้าที่บ้านเชียง ซึ่งมีอายุ 2,000 ปี ที่ได้มีการบันทึกในสาระบบโลก
       
       สำหรับร่องรอยลูกปัดในภาคใต้นั้น นพ.บัญชา บอกว่า คนในภาคใต้ก็นิยมใช้ลูกปัดเป็นจำนวนมากเช่นกันแต่จู่ๆ ก็เกิดการสูญหายไป
       
       “ถ้าศึกษาลูกปัดภาคใต้ทั้งหมดจะเข้าใจประวัติศาสตร์พัฒนาการลูกปัดโลกผ่านลูกปัดในภาคใต้ได้ จะเห็นได้จากในสมัยนั้นมีการผลิตขนาดใหญ่ในภาคใต้ แต่ในช่วงตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 4 ต่อเนื่องมา 2,000 ปีหรือ 1,500 ปี ลูกปัดเริ่มหายไป สาเหตุที่หายไปของลูกปัดเมื่อ 1,000ปีที่แล้ว ได้แก่ การเกิดภัยสงครามใน พ.ศ.1565-1568 การเกิดโรระบาด เกิดภัยธรรมชาติ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการค้าข้ามทวีป และการโยกย้ายถิ่นฐานบ้านเมือง”
       
       ทั้งนี้ ลูกปัดที่พบในภาคใต้สามารถแบ่งได้ 3 ยุคด้วยกัน คือ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 4 เป็นต้นมา สามารถพบได้ที่ เขาสามแก้ว ท่าชนะ ภูเขาทอง พุทธศตวรรษที่ 5-6 ที่ท่าชนะ บางกล้วย คลองท่อม และช่วงที่พบที่ทุ่งตึก เกาะคอเขา แหลมโพธิ์ ไชยา
       
       ***ลูกปัดกับแหล่งโบราณคดีแดนใต้
       ร.อ.บุญยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ นักโบราณคดี กรมศิลปากร อธิบายว่า จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ได้จากการขุดค้นในพื้นที่แถบภาคใต้พบว่า ในดินแดนแถบนี้มีมนุษย์มาอยู่อาศัย 37, 000 ปีมาแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าในพื้นที่ประเทศไทยมีมนุษย์อยู่อาศัยมานาน แต่ด้วยเหตุที่มนุษย์มีการเดินทาง อพยพโยกย้ายอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างมนุษย์ที่มีอยู่เดิมคือ คนที่อยู่ 30,000ปี กับคนที่อพยพเข้ามาใหม่
       
       “คนแต่ละช่วงสมัยมีการอพยพโยกย้ายตลอดเวลา อาจจะต้องถามว่าในช่วงนั้นเป็นคนกลุ่มไหน เช่น ชายฝั่งอันดามัน แยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่อยู่ดั้งเดิมที่อยู่ตามถ้ำ เพิงผาต่างๆ แยกออกจากกลุ่มคนที่อยู่ตามชายฝั่งทะเล คนที่อยู่ตามแถบชายฝั่งทะเลอันดามันเป็นกลุ่มคนที่เชื่อว่า เป็นกลุ่มคนที่มีเชื้อสายใกล้ชิดกับคนอินเดียค่อนข้างมาก ซึ่งเข้ามาใหม่ 1,000 ปีเศษ ดังนั้น ชาติพันธุ์ทางมานุษยวิทยาคนภาคใต้บางคนเหมือนกับคนอินเดียหรือคนภาคใต้ที่ได้รับเชื้อสายจากจีนที่เพิ่งเข้ามา”
       
       นอกจากนี้ ร.อ.บุณยฤทธิ์ ยังยกตัวอย่างพร้อมอธิบายเกี่ยวกับโบราณคดี “ทุ่งตึก” หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เหมืองทอง” ว่า เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่เจอหลักฐานของการติดต่อการค้าที่เป็นการค้าทางทะเลที่มากที่สุดในประเทศไทยในเวลานี้ เพราะได้มีการขุดเจอเครื่องถ้วยชามสมัยราชวงศ์ถังจำนวนมาก เครื่องแก้ว เศษแก้ว เครื่องถ้วยเปอร์เซีย จากหลักฐานชุมชนทุ่งตึกแห่งนี้มีอายุ 1,000-1,300 ปีมาแล้ว
       
       ***จากนักขุดเป็นนักอนุรักษ์
       สมจิตร ทองแดง อายุ 48 ปี อาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และสื่อมวลชนท้องถิ่น จ.พังงา หนึ่งในผู้ที่เก็บสะสมลูกปัด เล่าให้ฟังว่า เคยเป็นนักขุดหาลูกปัดแล้วนำไปขาย แต่ด้วยความผูกพัน จึงทำให้เห็นคุณค่าของลูกปัดมากขึ้นจึงเก็บไว้ไม่ขุดขายอีกแล้ว
       
       “ตอนนี้อยากเก็บไว้ ไม่ขายแล้ว ที่ใส่เพราะด้วยใจเรารัก ชอบของเก่า ไม่ได้ใส่เพราะว่าทำให้ถูกหวยหรือรวยขึ้น”
       
       นอกจากนี้ “สมจิตร” ยังชี้และอธิบายลูกปัดที่ใส่ติดตัวให้ฟังว่า ตอนนี้ที่ใส่อยู่จะมีสร้อยลูกปัดและโดยเฉพาะแหวนที่มีหัวแหวนทำจากลูกปัดแก้วมีตา หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ลูกยอ” โดยลูกยอนั้นมีนักสะสมของโบราณต้องการมากเนื่องจากชื่อดีมีความหมาย หายากจะเจอในพื้นที่ จ.พังงา ราคาซื้อขายจะมีการนับเป็นตา ตาละ 1,000 บาท
       
       เช่นเดียวกับ วรสิทธิ์ พิมพ์บุญมา อาจารย์โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล จ.กระบี่ เล่าให้ฟังว่า เป็นคนในพื้นที่จึงมีความคุ้นเคยกับลูกปัดมาตั้งแต่เด็กและเคยเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ขุดลูกปัดไปขาย แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้วและหันมาสะสมและอนุรักษ์ลูกปัดแทน
       
       “ไม่ว่าลูกปัดชิ้นนั้นจะสวยหรือไม่สวยแต่ทุกชิ้นล้วนมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เท่าที่เก็บได้คิดว่าควรที่จะอยู่กระบี่ ควรจะเก็บไว้ให้คนกระบี่ดูบ้าง”
       
       ***การก่อเกิดนิทรรศการ “ปริศนาแห่งลูกปัด”
       “พี่จี๊ด” จิระนันท์ พิตรปรีชา ที่ปรึกษาสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) นักเขียนกวีซีไรต์ กล่าวว่า สังคมมนุษย์มีจุดเด่นในเรื่องของลูกปัด เพราะลูกปัดสามารถสะท้อนได้หลายอย่าง เช่น วิถีชีวิตของมนุษย์ ภาษา การค้า ลูกปัดเป็นวัตถุที่คงทนถาวร มีอายุยืนยาวมีก่อนระบบเงินตรา ซึ่งลูกปัดก็ยังอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่เงินพดด้วง เหรียญ หอยได้หายสาบสูญไปแล้ว
       
       “การก่อเกิดของสังคมมนุษย์ในสุวรรณภูมิโดยเฉพาะทางใต้ มีการผสมผสานอยู่ตลอดเวลา ลูกปัดหรือวัตถุในสมัยประวัติศาสตร์หลายๆ ชิ้น จะสะท้อนเครือข่ายและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในสุวรรณภูมิ ไม่มีการแบ่งแยก อาจจะมีการใช้ภาษาต่างกัน แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องมารบราฆ่าฟัน สำหรับนิทรรศการลูกปัดที่จัดขึ้นมาจากองค์ความรู้ที่นักวิชาการไทยเริ่มขึ้นมา เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความมาของสังคมมนุษย์ผ่านลูกปัด”
       
       อย่างไรก็ตาม หากสนใจ และพร้อมที่จะเรียนรู้ประวัติศาสตร์ให้มากขึ้นโดยมี “ลูกปัด”เป็นตัวเดินเรื่อง สามารถเรียนรู้และศึกษาได้ที่ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) ซึ่งตอนนี้มีนิทรรศการหมุนเวียนเรื่อง “ปริศนาแห่งลูกปัด” โดยบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แห่งโลกการค้า วัฒนธรรม การผลิต มนุษย์เชิงลึกและร่วมค้นหาความเร้นลับของดินแดนสุวรรณภูมิผ่านลูกปัดโบราณที่หายากนับพันปี เข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2552 เวลา 10.00-18.00 น.ทุกวันอังคาร-อาทิตย์ ณ อาคารนิทรรศการหมุนเวียน สอบถามได้ที่ 02-225-2777 หรือ www.ndmi.or.th
r
ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์


* 552000001754001.jpg (113.6 KB, 350x263 - ดู 5273 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

ยังจำได้ดี  และคิดถึง..อยู่ทุกวัน...
Re: ไขรหัสลับ “ปริศนาลูกปัด” แดนใต้
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 05, 2009, 11:18:34 PM »

คนร้ายโจรกรรม“ลูกปัดสุริยเทพ”โบราณอายุ 2,000 ปี หายไปจากพิพิธภัณฑ์ในงานแสดง“ปริศนาแห่งลูกปัด” ด้านตำรวจสน.พระราชวังเร่งหาเบาะแส พบกล้องวงจรปิดจับภาพชายต้องสงสัยไว้ได้
       
       วันนี้ (5 มี.ค.) เมื่อเวลา 20.00 น. พ.ต.อ.สุคุณ พรหมายน ผกก.สน.พระราชวัง ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ตั้งอยู่เลขที่ 4 ถนนสนามไชย แขวงพระบรมหาราชวัง เขตพระนคร กทม.ว่ามีคนร้ายทำการโจรกรรมหินมีค่าที่นำมาแสดงในงาน “ปริศนาแห่งลูกปัด” ไป จึงรีบรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน กำลังฝ่ายสืบสวนและกำลังเจ้าหน้าที่สายตรวจ
       
       ที่เกิดเหตุอยู่ภายในอาคารนิทรรศการหมุนเวียน มีลักษณะเป็นตึกสูง 2 ชั้น จากการตรวจสอบบริเวณชั้นที่ 2 ซึ่งเป็นห้องเนื้อที่กว้างประมาณ 300 ตารางเมตร ที่จัดให้มีการแสดงหินและลูกปัดโบราณหลายชนิด พบว่า “ลูกปัดสุริยเทพ” ที่ถูกนำมาวางโชว์ไว้ในตู้กระจกฝังฝาผนังได้สูญหายไป ส่วนเลนซ์ขยายที่จัดเตรียมไว้ให้ผู้เข้าชมทำการส่องดูได้ถูกเคลื่อนย้ายจนหลุดออกจากฐานที่ตั้ง เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานจึงทำการเก็บลายนิ้วมือแฝงที่คาดว่าคนร้ายน่าจะทิ้งร่องรอยเอาไว้เพื่อนำไปตรวจสอบ
       
       จากการสอบสวนนายรณฤธิ์ ธนโกเศศ หัวหน้าฝ่ายพิพิธภัณฑ์และกิจกรรม เปิดเผยว่า ลูกปัดที่หายไปเป็นหินโบราณที่ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำเรื่องขอยืมมาจากนายแพทย์บัญชา พงศ์พานิช เพื่อนำมาโชว์ในงานนี้ โดยลูกปัดดังกล่าวมีชื่อที่นักสะสมต่างกล่าวขานกันว่า “ลูกปัดสุริยเทพ” มีลักษณะเป็นหินที่เกิดเองตามธรรมชาติ ค้นพบในพื้นที่ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร นอกจากนี้ยังมีลวดลายคล้ายรูปหน้าตาของเทพเจ้าชนเผ่าอินเดียนแดงอยู่ตรงกลาง รอบๆ หินมีขอบสีเขียวและสีแดงสลับกันคล้ายสีของเครื่องแต่งกายนักรบโบราณ คาดว่าหินที่สูญหายไปนี้มีอายุประมาณไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี และไม่สามารถตีมูลค่าเป็นตัวเงินได้
       
       “ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำเรื่องขอยืมหินดังกล่าวมาจากเจ้าของเพื่อนำมาแสดงในงานนี้ตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค.51 ถึง วันที่ 28 มิ.ย.52 โดยจะอนุญาตให้นักศึกษา นักเรียน และบุคคลทั่วไปได้เข้าชมฟรี ทุกวัน เวลา 10.00 น. – 18.00 น.แต่จะมีการขอความร่วมมือให้ลงชื่อในสมุดเยี่ยมชมเอาไว้เท่านั้น ซึ่งในวันนี้ก็เปิดให้เข้าชมได้ตามปกติ จนกระทั่งเมื่อเวลา 15.00 น.ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้สังเกตเห็นว่าเลนซ์ขยายที่จัดเตรียมไว้ให้ผู้เข้าชมทำการส่องดูได้ถูกเคลื่อนย้ายจนหลุดออกจากฐานที่ตั้ง และ “ลูกปัดสุริยเทพ”ก็ถูกโจรกรรมไปแล้ว จึงรีบโทรศัพท์ไปแจ้งเจ้าของให้ทราบและรีบแจ้งตำรวจให้มาทำการตรวจสอบ”นายรณฤธิ์ กล่าว
       
       ด้าน พ.ต.อ.สุคุณ เปิดเผยว่า หลังรับแจ้งเหตุจึงรีบเดินทางมาตรวจสอบในทันที และจากการประสานขอดูภาพกล้องวงจรปิดภายในพิพิธภัณฑ์ที่สามารถบันทึกเอาไว้ได้พบว่า ภาพไม่ค่อยชัดเจนมากนัก แต่มีชายต้องสงสัยอายุประมาณ 40 ปี ทำท่าทางมีพิรุธอยู่ที่บริเวณจุดเกิดเหตุก่อนที่หินจะหายไป อย่างไรก็ตามจะต้องรอผลการตรวจสอบอย่างละเอียดในทุกๆ ด้านอีกครั้ง เพื่อรวบรวมเบาะแสในการติดตามจับกุมคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมาย
       
       มีรายงานว่าสำหรับ “ลูกปัดสุริยเทพ” ที่สูญหายไปนั้นเป็นของศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ ที่หายาก และหมู่นักเล่นแร่แปรธาตุ ต้องการมีไว้ในครอบครองอย่างมาก เนื่องจากเชื่อกันว่า หากใครได้ครองครองหินดังกล่าวจะมีโชคลาภ และปราศจากโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย


ลูกปัดสุริยเทพ ของนายแพทย์บัญชา พงศ์พานิช ที่สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม)นำมาโชว์ในงาน“ปริศนาแห่งลูกปัด” ได้ถูกคนร้ายโจรกรรมไป
บันทึกการเข้า

รักชาติยอมสละแม้ ชีวี รักเกียรติจงเจตน์พลี ชีพได้ รักราชมุ่งภักดี รองบาท
"ยืนด้วยกาย ไม่ได้ถูกบังคับ ยืนด้วยใจ ไม่ได้ถูกเงินซื้อ"
เราจะขอปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยชีวิต
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
 
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.017 วินาที กับ 19 คำสั่ง