ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ธันวาคม 17, 2018, 12:14:34 PM
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
ผีเสื้อและดอกไม้ [ ปี 1- 5 ]

+  TRIP & TREK โลกกว้างของคนเดินทาง
|-+  กระดานข่าวสีเขียว
| |-+  กวีแรมทาง (ผู้ดูแล: Trekkathon, นายซาไกทัดดอกฝิ่น, bamboo)
| | |-+  เพลง "เราสู้" และการปกป้องสถาบัน!!
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 [2] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: เพลง "เราสู้" และการปกป้องสถาบัน!!  (อ่าน 22453 ครั้ง)
Re: เพลง "เราสู้" และการปกป้องสถาบัน!!
« ตอบ #15 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2008, 12:05:39 PM »


เลื้อยบุกเว็บ - โฉมเว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎร ถูกมือที่มองไม่เห็นเจาะข้อมูล แถมฝากตัวเงินตัวทอง ช่วยดูแลหน้าเว็บเพจนาน 10 นาที

เมื่อเย็นวันนี้ (8 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา ได้มีแฮกเกอร์มือดีเข้าไปแฮกในเว็บไซต์ของรัฐสภา (www.parliament.go.th

ด้าน นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า

ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ระบบคอมพิวเตอร์ของสภา ตั้งแต่เย็นวันที่ 8 กรกฎาคมจึงได้สั่งการไปยังเจ้าหน้าที่ควบคุมระบบให้แก้ไขและป้องกันแล้ว และให้ตรวจสอบต้นตอที่มาที่ไปเป็นอย่างไร แต่ต้องยอมรับว่าการที่บุคคลภายนอกจะเข้ามาแฮกข้อมูลของรัฐสภานั้นทำได้ง่าย โดยป้องกันยากและไม่แน่ใจว่าจะมีวิธีป้องกันตลอดเวลาได้ แต่คงต้องหารือกับผู้เชี่ยวชาญระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ ที่มีผู้บริหารเป็นบอร์ดของรัฐสภา รวมทั้งสมาชิกที่มีความเชี่ยวชาญและศึกษาเรื่องระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง เช่น นายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย และนายอภิวัฒน์ เงินหมื่น ส.ส.อำนาจเจริญ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อร่วมกันหาทางป้องกันแก้ไขปัญหา

ขณะที่นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่า

ได้รับรายงานแล้วแต่ยังไม่เห็นภาพ ยังนึกสงสัยอยู่ว่าทำไมเขาไม่เอารูปกะโหลกใส่เข้าไป ทำไมต้องเอารูปตัวเงินตัวทองมาใส่ แต่ในฐานะที่เราเป็น ส.ส. ก็ต้องคิดว่า เป็นตัวแทนของชาวบ้านก็ต้องถูกตรวจสอบได้ เมื่อถามว่าจะให้เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องตรวจสอบหาคนทำหรือไม่ นายชัยตอบว่า ถ้าจะกรุณาก็ยินดี แต่สำหรับสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ มันเป็นไปตามธรรมชาติ ดวงเมืองมาอย่างนี้มันก็ต้องเป็นไปอย่างนี้   

ส่วน นายมั่น พัทธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า

จากที่ได้รับทราบว่า มีคนนำตัวเงินตัวทอง ไปโพสต์บนหน้าของนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร บนเว็บไซต์ของรัฐสภานั้น ได้สั่งดำเนินการลบภาพดังกล่าวทิ้งทันที โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้เจ้าหน้าที่มารายงานผลให้ทราบในวันเดียวกันนี้ ขณะเดียวกันกระทรวงไอซีทีก็ได้ติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก   

บันทึกการเข้า

รักชาติยอมสละแม้ ชีวี รักเกียรติจงเจตน์พลี ชีพได้ รักราชมุ่งภักดี รองบาท
"ยืนด้วยกาย ไม่ได้ถูกบังคับ ยืนด้วยใจ ไม่ได้ถูกเงินซื้อ"
เราจะขอปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยชีวิต
Re: เพลง "เราสู้" และการปกป้องสถาบัน!!
« ตอบ #16 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2008, 04:06:29 PM »

รัฐสามานย์ กวนสัญญาณมือถือที่ชุมนุม, dtac เร่งแก้ไข-แจง กทช.

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 กรกฎาคม 2551 16:17 น.
 
 
       ผู้จัดการออนไลน์ – พันธมิตรฯ ร้อง รัฐบาลใช้แผนสกปรกกวนการชุมนุม กวนคลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือ บริเวณที่ชุมนุม ถ.ราชดำเนินนอก ดีแทคร้อนใจรีบแจงไม่ได้มีปัญหาที่เครือข่าย แต่เกิดจากการส่งสัญญาณแทรกจากภายนอก พร้อมเร่งแก้ไขและชี้แจง กทช.
       
       หลังจากที่ช่วงค่ำวานนี้ (9 ก.ค.) นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ขึ้นเวทีระบุว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาตั้งแต่มีการย้ายจุดชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรจากหน้าทำเนียบรัฐบาลกลับมายังบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถ.ราชดำเนินนอก ได้มีผู้ชุมนุมแจ้งเข้ามาว่าสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของค่ายดีแทคประสบปัญหาในการใช้งาน โดยหน้าจอโทรศัพท์จะระบุเป็นระยะๆ ว่า “ไม่มีช่องสัญญาณ”
       
       ทั้งนี้เมื่อเจ้าหน้าที่ของพันธมิตรฯ ได้ติดต่อสอบถามไปยังศูนย์บริการของโทรศัพท์ดีแทคก็พบว่า ปัญหามิได้เกิดจากกรณีคลื่นสัญญาณเต็ม แต่เกิดการรบกวนคลื่นสัญญาณในบริเวณที่ชุมนุมและทางบริษัทกำลังเร่งแก้ไขอยู่
       
       ล่าสุดในวันนี้ (10 ก.ค.) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทคได้ส่งจดหมายถึงสื่อมวลชนชี้แจงกรณีที่มีการร้องเรียนเรื่องปัญหาสัญญาณของดีแทคบริเวณถนนราชดำเนินนอกว่า
       
       “ที่มีสัญญาณรบกวนใช้การไม่ได้นั้น ดีแทคขอชี้แจงว่าทางบริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ส่งทีมงานเข้าตรวจสอบสัญญาณในบริเวณดังกล่าวทันทีที่ได้รับการร้องเรียน
       
       “จากผลการตรวจสอบของทีมวิศวกรของบริษัท ยืนยันว่าสัญญาณที่ส่งออกจากเครือข่ายของดีแทคนั้นไม่มีปัญหาแต่อย่างใด หากแต่บางครั้งพบว่ามีการส่งสัญญาณแทรกจากภายนอกเข้ามาในระบบ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการขัดข้องในการใช้งานสำหรับผู้ใช้บริการที่อยู่ในบริเวณนั้น
       
       “ทั้งนี้ บริษัทได้ส่งรถโมบายไปเพิ่มช่องสัญญาณเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนแล้ว และสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่จะต้องส่งพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งบริษัทได้มีหนังสือรายงานเหตุขัดข้องที่เกิดขึ้นให้ กทช. ทราบแล้วเช้าวันนี้”
       
       ก่อนหน้านี้มี รายงานจากแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า รัฐบาลได้มีการสั่งการให้ดำเนินการรบกวนคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ในเครือข่ายดีแทค อันเป็นเครือข่ายโทรศัพท์ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ใช้บริการเป็นส่วนใหญ่ บริเวณถนนราชดำเนินนอกจริง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคของพันธมิตรได้ให้สัมภาษณ์กับผู้จัดการออนไลน์ว่า ไม่ทราบว่าทางผู้ดำเนินการรบกวนสัญญาณนั้นมีจุดประสงค์ใด เพราะไม่เห็นว่าการรบกวนสัญญาณโทรศัพท์มือถือดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์อันใดกับฝ่ายใดทั้งสิ้น
       
       ก่อนหน้านี้ ในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ บริเวณเชิงสะพานมัฆวานฯ หน้าสหประชาชาติ ช่วงเดือน มิถุนายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เคยใช้วิธีมิชอบรบกวนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ มาแล้ว ด้วยการใช้ลำโพงเปิดเสียงเพลงและประกาศ เสียงดังและแหลมผิดปกติหันเข้าสู่ที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ จนทำให้ กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องเข้าร้องเรียนต่อศาลปกครอง
 
บันทึกการเข้า

รักชาติยอมสละแม้ ชีวี รักเกียรติจงเจตน์พลี ชีพได้ รักราชมุ่งภักดี รองบาท
"ยืนด้วยกาย ไม่ได้ถูกบังคับ ยืนด้วยใจ ไม่ได้ถูกเงินซื้อ"
เราจะขอปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยชีวิต
Re: เพลง "เราสู้" และการปกป้องสถาบัน!!
« ตอบ #17 เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2008, 11:23:33 AM »

อยากให้เรากลับไปอ่านคำปราศรัยของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เหลือเกิน ท่านกล่าวไว้อย่างชายชาติทหาร ในตอนหนึ่งอย่างมีความหวังว่า ในภายภาคหน้าเราจะเอาปราสาท(เขา)พระวิหารคืนกลับมา และอีกตอนหนึ่งที่ท่านกล่าวว่า เราเสียปราสาท(เขา)พระวิหารไปนั้นเป็นเพราะอุปเท่ห์เล่ห์กลของบางฝ่าย
ถ้าท่านเป็นคนไทยโดยสายเลือด ท่านจะรู้สึกอย่างไร...
คำว่า ฝ่ายที่ช่วยเหลือกัมพูชา คือใคร
ฝรั่งเศส ไง เจ้าอาณานิคมเก่าของเขมร ชาตินี้ต้องการทำทุกอย่างเพื่อให้ชาติตนได้เปรียบ สร้างความน่าเชื่อถือ
ท่านจอมพลสฤษดิ์ ท่านกล่าวไว้ดังนี้
“พี่น้องร่วมชาติ และมิตรร่วมชีวิตที่รักของข้าพเจ้าทั้งหลาย ตามที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือที่เรียกว่า ศาลโลก ได้วินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2505 ให้ปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา และทางรัฐบาลได้ออกแถลงให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบเป็นลำดับนั้น
รัฐบาลของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะตัวของข้าพเจ้า ถือว่าเรื่องนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลได้ผลเสียของชาติ อันเป็นเรื่องของแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นมรดกที่บรรพบุรุษของเราสู้มา อุตส่าห์ฝ่าคมอาวุธรักษาไว้ และตกทอดมาถึงรุ่นเรา

เนื่องจากในคำปราศรัยนี้เป็นเรื่องที่สะเทือนใจพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าทราบดีว่า ในส่วนลึกและหัวใจแล้ว คนไทยผู้รักชาติทุกคน มีความเศร้าสลดและมีความข่มขืนใจเพียงใด แสดงออกถึงของประชาชนในการเดินขบวนทั่วประเทศ เพื่อคัดค้านคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นสิ่งที่เห็นกันอยู่อย่างชัดเจนแล้ว

ทั้งนี้ มิใช่ว่าพวกเราจะนั่งนิ่งเฉยหรือท้อแท้ใจ ชาติไทยยอมท้อแท้ทอดอาลัยไม่ได้ เราเคยสูญเสียดินแดน แก่ประเทศมหาอำนาจ ที่ล่าอาณานิคมมาแล้วหลายครั้ง หากบรรพบุรุษของเรายอมท้อแท้ เราจะเอาแผ่นดินที่ไหน มาอยู่กันได้จนถึงทุกวันนี้ เราจะต้องหาวิธีการสู้ต่อไป

สำหรับกรณีเขาพระวิหาร ซึ่งศาลโลกได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วนั้น ข้าพเจ้าขอทบทวนเข้าใจกับเพื่อนร่วมชาติทั้งหลาย ว่า รัฐบาลและประชาชนชาวไทย ไม่ได้เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลโลก ทั้งในข้อเท็จจริงกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักความยุติธรรม

เมื่อเป็นดังนี้ แม้นรัฐบาลและปวงชนชาวไทย จะได้มีความรู้สึกสลดใจและข่มขืนเพียงใด ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ ก็ต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในกฎบัตรสหประชาชาติ กล่าวคือ ต้องยอมให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือเขาพระวิหาร ตามพันธกรณีแห่งกฎบัตรสหประชาชาติ แต่รัฐบาลขอตั้งประท้วงและขอสงวนสิทธิ์อันชอบธรรมของประเทศไทยในเรื่องนี้ไว้ เพื่อสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินทางกฎหมายที่จำเป็น ซึ่งอาจจะมีขึ้นในภายภาคหน้า ให้กรรมสิทธิ์นี้กลับคืนมาในโอกาสอันสมควร

พี่น้องทั้งหลายคงทราบดีว่า ชาติของเราต้องเสียศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิไป เนื่องจากเขาพระวิหาร อีกสิบปีอีกกี่ร้อยปี เราก็สามารถสร้างเกียรติภูมิคราวนี้กลับคืนมาได้ ข้าพเจ้าทราบว่า การสูญเสียปราสาทเขาพระวิหารครั้งนี้ เป็นการสูญเสียที่สะเทือนใจของคนไทยทั้งชาติ

ฉะนั้น แม้นว่า กัมพูชาจะได้ปราสาทเขาพระวิหารนี้ไป ก็คงไปได้แค่ซากปรักหักพัง และแผ่นดินเฉพาะรองรับเขาพระวิหารเท่านั้น วิญญาณของปราสาทเขาพระวิหารยังคงอยู่กับคนไทยตลอดไป ประชาชนชาวไทยจะระลึกอยู่เสมอว่า ปราสาทเขาพระวิหารของไทยถูกปล้นเอาไป ด้วยอุปเล่ห์เพทุบาย คนที่ไม่มีเกียรติและไม่รับผิดชอบ ไม่รักความเป็นธรรม เมื่อประเทศไทยเราประพฤติปฏิบัติดีในสังคมโลก อันเป็นที่มีศีลธรรม มีสัตย์ ในวันหนึ่งข้างหน้าไม่ช้าก็เร็ว ปราสาทเขาพระวิหารจะต้องกลับมาสู่ดินแดนไทยอีกครั้งหนึ่ง

เหตุการณ์เกี่ยวกับเขาพระวิหารครั้งนี้ สลักแน่นอยู่ในความทรงจำของคนไทยสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน และเป็นรอยจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของชาติไปตลอด เสมือนแผลที่อยู่ในใจของคนไทยทั้งชาติ แต่ข้าพเจ้าหวังอยู่เสมอว่า ในที่สุด ธรรมะย่อมชนะอธรรม การหัวเราะที่หลังย่อมดังกว่า และนานกว่า

พี่น้องร่วมชาติทุกท่าน ได้โปรดวางใจรัฐบาลซึ่งข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่นี้ จะสามารถนำชาติและพี่น้องชาวไทยที่รักก้าวสู่อนาคตอันสุกใสให้ได้ และข้าพเจ้ารับรองแก่ท่านทั้งหลายว่า เมื่อถึงคราวที่ชาติคับขันแล้ว ข้าพเจ้าจะกอดคอร่วมเป็นร่วมตายกับพี่น้องประชาชนชาวไทย เอาเลือดทาแผ่นดิน ไม่เสียดายชีวิตแม้แต่นิดเดียว แต่เราจะทำอย่างไรได้ ข้าพเจ้าเองมีความเจ็บช้ำน้ำใจไม่น้อยไปกว่าเพื่อร่วมชาติทั้งหลาย
การที่ข้าพเจ้าต้องมากล่าวถึงเรื่องนี้ ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวว่า การมาพูดกับท่านด้วยน้ำตา น้ำตาของข้าพเจ้า เป็นน้ำตาของลูกผู้ชาย ของเลือด ของความคับแค้น และการผูกใจเจ็บชั่วชีวิตชาตินี้และชาติหน้า ต่อดวงวิญญาณของบรรพบุรุษผู้กล้าหาญของชาวไทย
ข้าพเจ้าขอกล่าวคำปฏิญาณด้วยสัตย์วาจาดังนี้ พี่น้องที่รักชาติทั้งหลาย น้ำตาไม่อาจทำให้เราฉลาดขึ้น แต่เราจะต้องได้อะไรคืนมา ในขั้นสุดท้ายชาติไทยจะต้องประสบกับชัยชนะเสมอ เราต้องกล้าสู้ เราต้องกล้ายิ้มรับภัยที่มาถึงตัวเรา ชาติไทยเป็นชาติที่เชื่อมั่นในบริวารพุทธศาสนา ตั้งตนอยู่ในความเป็นธรรมตลอดมา
ข้าพเจ้าเชื่อมั่นเสมอว่า ชาติของเราจะไม่อับจนเป็นอันขาด เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องหนึ่งในบรรดาเรื่องใหญ่ทั้งหลาย มีความสำคัญมากกว่านี้ ชาติที่รักของเรากำลังพัฒนาไปในสู่วิถีทางที่ดีขึ้น เหตุนี้ไม่ใช่เหตุผลความอับจนของเรา จงหวังและทำในเรื่องชาติที่สำคัญกว่านี้ ข้าพเจ้าเชื่อมั่นเหลือเกินว่า ชาติไทยของเรามีอนาคตแจ่มใสและรุ่งโรจน์อย่างแน่นอนและมั่นคงในอนาคตอันใกล้ นี้ เราจงมาช่วยกันสร้างชาติที่รักยิ่งของเราต่อไป
พี่น้องชาวไทยที่รักทั้งหลาย วันนี้เป็นวันหนึ่งและเป็นในวันข้างหน้า เราจะต้องเอาปราสาทเขาพระวิหารกลับคืนมา ให้เป็นของชาติไทยให้จงได้ สวัสดี”

***พี่น้องที่เคารพโปรดจงจำไว้ว่า ขอม ไม่ใช่ เขมร
** เราเสียเขาพระวิหารไปสมัยท่านจอมพลสฤษดิ์ ท่านยังถึงแก่อนิจกรรม โดยการถูกปองร้ายเลย นับประสาอะไรกับอดีต รมต.ต่างประเทศ ชื่อ นายสัปดน ปากกะม๋า หรือ บักเหล่ จะไม่ได้ตายดี
บันทึกการเข้า
Re: เพลง "เราสู้" และการปกป้องสถาบัน!!
« ตอบ #18 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2008, 12:26:37 AM »

ไป.....ไปสู้กัน เจ๋ง
บันทึกการเข้า
Re: เพลง "เราสู้" และการปกป้องสถาบัน!!
« ตอบ #19 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2008, 10:13:33 PM »

“สุทิน วรรณบวร” คู่ปรับ นายกฯหอกหัก



โดย ผู้จัดการรายวัน 28 กรกฎาคม 2551 10:17 น.

เขาคือนักข่าวรุ่นเก๋าคู่ปรับตลอดกาลของ‘สมัคร สุนทรเวช’ ตั้งแต่ครั้งเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 จนกระทั่งลมเพลมพัดส่งนายสมัครขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ยังมีการเผชิญหน้าอย่างท้าทาย ตามแบบลูกผู้ชายที่ชื่อ ‘สุทิน วรรณบวร’ ยิ่งกว่านั้นการปะทะคารมของคนทั้งคู่ยังนำไปสู่ที่มาของฉายา ‘นายกฯ หอกหัก’
       
       การตั้งคำถามแบบถึงลูกถึงคนซึ่งทำให้นักการเมืองใหญ่และนายทหารหลายคนไม่พอใจดูจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับวีรกรรมเสี่ยงตายเมื่อครั้งเข้าไปทำข่าวกลุ่มกองกำลังต่างๆในช่วงสงครามอินโดจีน หลายครั้งที่แหล่งข่าวถือกระบอกปืนยืนข่มขู่ให้เขางดเสนอข่าว แต่เขาก็ยืนกราน ปฏิเสธ พร้อมทั้งยืนยันว่านี่คือการทำหน้าที่ของ ‘สื่อมวลชน’ ที่ต้องนำเสนอความจริง มิใช่ซุกกายแอบอิงอยู่ใต้ร่มเงาผู้มีอำนาจ
       
       ในยุคที่สื่อมวลชนไทยส่วนใหญ่ตีค่าตนเองให้เป็นเพียงกระบอกเสียงของผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางการเมืองหรืออำนาจทางการเงิน แต่นักข่าวผู้นี้กลับยืนหยัดอหังการกับการทำหน้าที่‘สื่อ’ที่ถือว่าการเปิดโปงความจริงคือสิ่งที่ต้องยึดถือสำหรับสื่อมวลชน ตลอดระยะเวลา 30 ปีในการทำงานเขาผ่านมาทั้งดงระเบิด ควันโขมงจากปลายกระบอกปืน การข่มขู่คุกคามของผู้มีอำนาจ รวมถึงบรรยากาศตึงเครียดขณะปะทะคารมกับนักการเมืองระดับประเทศ แต่เขาก็หาได้ยี่หระ
       
       ณ วันนี้ ‘สุทิน วรรณบวร’ แห่งสำนักข่าวเอพี ยังคงมุ่งมั่นกับการทำหน้าที่‘คนข่าว’ ที่พร้อมจะเดินหน้าท้าชนเพื่อค้นหาความจริง และบอกกล่าวให้ผู้คนได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้
       
       30 ปีที่หยัดยืน
       
       สุทินเริ่มชีวิตการทำข่าวเมื่อ 30 ปีที่แล้วกับสำนักข่าวยูพีไอ (UPI- United Press International) ในช่วงที่สงครามอินโดจีนกำลังคุกรุ่น เขาจึงถูกส่งตัวไปคลุกคลีหาข่าวตามตะเข็บชายแดน และหลายครั้งที่ข้ามฝั่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อติดตามสถานการณ์การสู้รบ จึงนับเป็นช่วงเวลาที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมากที่สุด หลายครั้งที่ถูกฝ่ายรัฐบาลและนายทหารคุกคามห้ามเสนอข่าว เขาและช่างภาพเคยถูกทหารเวียดนามกักตัวเพื่อต่อรองให้มอบฟิล์มที่บันทึกภาพกองกำลังเวียดนามที่ซ่องสุมอยู่ในกัมพูชา ชื่อของสุทินจึงเป็นที่รู้จักของกลุ่มกองกำลังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเขมร 3 ฝ่าย , โจรจีนมลายู , กลุ่มพูโล , กองกำลังแบ่งแยกดินแดนในพม่า ไปจนถึง‘ขุนส่า’ราชายาเสพติด
       
       “ ผมทำข่าวกับสำนักข่าวต่างประเทศมาตลอด ที่แรกคือสำนักข่าวยูพีไอซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่สนุกและตื่นเต้นที่สุดเพราะกำลังเกิดสงครามอินโดจีน การต่อสู้ตามแนวชายแดนกำลังคุกรุ่นทั่วทั้งเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย รวมทั้งตามแนวชายแดนในประเทศไทยด้วย เราได้เข้าไปอยู่กับกองโจรเขมรแดง บางทีก็ลงไปอยู่กับกองโจรจีนมลายา เข้าไปอยู่กับเขา 7-8 วัน บางทีก็เป็นเดือน แล้วไม่ใช่ว่าเราแอบเข้าไปทำข่าวนะ แต่เขาเชิญเราเข้าไป คือสงครามยุคใหม่ในช่วงหลังจากสงครามเย็นมันไม่ใช่สงครามที่ต่อสู้กันด้วยอาวุธหรือสู้กันในสนามรบอย่างเดียว แต่มันต่อสู้กันด้วยสงครามข่าวสารด้วย
       
       การเผยแพร่ข่าวสารออกไปจะสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ที่ให้เงินสนับสนุนเขา สมมติว่ากองกำลังเขมรแดงเข้ายึดหมู่บ้านหนึ่งได้ก็ไม่มีใครรู้ แต่ถ้าเขาพาผู้สื่อข่าวเข้าไป ไปเห็นว่าเขายึดได้จริง มีการถล่มหมู่บ้าน มีผู้อพยพ ข่าวนั้นเมื่อเผยแพร่ผ่านสำนักข่าวต่างประเทศ ข่าวมันก็จะออกไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น จีน อาเซียน หรือประเทศในแถบตะวันตก มันเป็นอำนาจการต่อรองทางการเมืองเวลาเจรจาตกลงสันติภาพกัน อย่างขุนส่าซึ่งเป็นราชายาเสพติด ช่วงที่ถูกรัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกหมายจับ ตั้งค่าหัวถึง 2 ล้านดอลล่าร์ ตลาดการค้าของขุนส่าก็ปั่นป่วนไปหมด เขาก็ให้นักข่าวเข้าไปทำข่าว ไปถ่ายโรงงานของเขา พอข่าวออกไปลูกค้าก็มั่นใจว่าขุนส่ายังมีชีวิตอยู่ ยังมีเพาเวอร์ (หัวเราะ) คือกลุ่มที่เป็นกองโจร พวกนักปฏิวัติ หรือผู้ก่อการร้ายระดับสากล ระดับโลก เขาจะรู้วิธีติดต่อสื่อ คนที่เป็นมือเป็นไม้ของผู้ก่อการร้ายเนี่ยเขาไม่ได้อยู่ในป่าอย่างที่เราเข้าใจกันหรอก ถ้ารู้แล้วจะแปลกใจว่าโรงแรมใหญ่ๆในไทยบางแห่งเป็นของผู้ก่อการร้าย” สุทิน เล่าถึงเบื้องหลังในการเข้าไปทำข่าวกลุ่มกองกำลังตามแนวชายแดน
       
       วินาทีเสี่ยงตาย
       
       หลายห้วงเวลาที่สุทินและทีมงานต้องท้าทายกับความเป็นความตายที่อยู่ตรงหน้า เพราะแน่นอนว่ามิใช่ทุกข่าวที่แหล่งข่าวเต็มใจให้เผยแพร่ นักข่าวมาดเข้มหยิบยกบางส่วนของช่วงเวลาระทึกขวัญมาเล่าขานให้ฟังว่า
       
       “ มีอยู่ครั้งหนึ่งรัฐบาลทหารกัมพูชาเชิญผมและนักข่าวไทยอีก 2-3 คนไปทำข่าว เพราะเห็นว่าช่วงนั้นมีแต่ข่าวของฝ่ายเขมรแดงออกมา ระหว่างที่นั่งเรือจากตราดไปเกาะกง เรือเราก็ถูกทหารเขมรปล้น รัฐมนตรีกระทรวงข่าวสารที่นั่งมาด้วยเขาก็อาย เขาก็คุยกันเป็นภาษาเขมรว่าตอนนี้มีนักข่าวอยู่ในเรือ ถ้าจะเอาเงิน ค่อยไปเอาบนบก ให้ไปติดต่อที่บ้านผู้ว่าฯ (หัวเราะขำ) ทหารที่มาปล้นมันก็โมโห ยิงปืนลงน้ำชุดใหญ่ พอเห็นทหารยิงปืนพวกรัฐมนตรีก็รีบโยนกระเป๋าสตางค์ โยนของมีค่าลงในเรือ พอเรือของทหารพวกนี้ออกไปผู้ว่าฯเกาะกงซึ่งแกพูดภาษาไทยได้แกก็บอกว่า...คุณสุทิน นี่มันเป็นพวกทหารนอกแถวนะ อย่าถือเป็นสาระ อย่าเอาไปลงข่าวเลยนะ ผมก็บอกว่า..ผู้ว่าฯครับ ตั้งแต่เรามากัน 8 ชั่วโมงเนี่ย นี่เป็นข่าวชิ้นเดียวที่ผมรายงานได้ ผมก็รายงานไป ปรากฏว่าเขาโกรธผมใหญ่ แล้วก็ทิ้งผมกับช่างภาพไว้ที่แซมปึน
       
       พอเราถูกทิ้งด้วยสัญชาตญาณของนักข่าวเราก็หาข่าวทำไปเรื่อย ก็รอว่าวันไหนมีเรือประมงหรือเรือผู้อพยพผ่านมาเราก็จะขออาศัยเขาไปด้วย ก็ไปเจอทหารเขมรคนหนึ่ง พูดภาษาไทยได้ เขาจะรับจ้างพาไปที่ค่ายใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งยืนยันว่ายังมีทหารเวียดนามอยู่ คือตอนนั้นรัฐบาลเขมรเขาประกาศว่าทหารเวียดนาม 250,000 คนที่เข้ามายึดกัมพูชาออกไปหมดแล้ว ไปถึงช่างภาพก็ถ่ายรูปรถถัง อาวุธยุทโธปกรณ์ เราก็ได้คุยกับทหารที่พอพูดภาษาอังกฤษได้ ก็ได้เค้าว่ากองทัพเวียดนามยังอยู่ เราคุยไปสักพักหนึ่งได้ ก็มีทหารซึ่งเราเข้าใจว่าน่าจะเป็นทหารเวียดนามาเชิญไปคุยที่สำนักงานในค่าย เขาก็บอกว่าผมจำเป็นต้องขอฟิล์มคุณนะ เราก็ไม่ให้ คุยไปสักพักบรรยากาศเริ่มเครียดแล้ว ก็เจรจาต่อรองกัน เขาก็บอกว่าถ้าไม่ให้ฟิล์มเขาก็จำเป็นต้องกักตัวเรา ไม่รู้ยังไงอยู่ๆช่างภาพก็ยอมให้ฟิล์ม แต่ผมไม่รู้ว่าช่างภาพเขาสลับฟิล์มเก็บไว้ก่อนแล้ว (หัวเราะ) ผมเองก็แอบอัดเทปตอนที่คุยกันเอาไว้ พอกลับมาถึงที่พักช่างภาพก็บอกว่า พี่...ยังไงวันนี้ก็ต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้ เพราะผมแอบเปลี่ยนฟิล์ม เดี๋ยวทหารมันไปเปิดดูล่ะตายเลย(หัวเราะร่วน) คือเราก็รู้ว่ามันอันตรายนะ แต่อะไรที่เป็นข่าวก็ต้องนำเสนอ ซึ่งสิ่งนี้ต้องมีอยู่ในสื่อทุกคน” สุทินพูดถึงปรัชญาในการทำงานที่เขายังคงยึดมั่นมาถึงทุกวันนี้
       
       ที่มาของฉายา‘นายกฯ หอกหัก’
       
       สุทินทำข่าวอยู่ที่สำนักข่าวยูพีไอได้ 12 ปีก็ย้ายไปสังกัดสำนักข่าวรอยเตอร์(Reuters) และล่าสุดเขามีสถานะเป็นผู้สื่อข่าวประจำสำนักข่าวเอพี(AP- The Associated Press) โดยข่าวที่เขานำเสนอนั้นเป็นข่าวระดับมหภาค ทั้งข่าวสงคราม เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม สุทินในวัย 59 ปี ยังคงเส้นคงวากับสไตล์การทำข่าวแบบถึงลูกถึงคนชนิดยอมหักไม่ยอมงอ เขากล้าที่จะต่อกรกับแหล่งข่าวระดับบิ๊ก ไม่ว่าจะเป็นนายทหาร นักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลในสังคม และหนึ่งในนักการเมืองที่เข่นเคี่ยวและปะทะคมรมกันมาหลายครั้งหลายครา จนกระทั่งเรียกว่าเป็นคู่ปรับกันก็ว่าได้ก็คือ ‘นายสมัคร สุนทรเวช’ นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของไทยนั่นเอง ว่ากันว่าการปะทะคารมระหว่างนักข่าวหัวแข็งกับนักการเมืองฝีปากกล้ากลายเป็นที่มาของฉายา ‘นายกฯ หอกหัก’ ที่นายสมัครถูกเรียกขานมาถึงทุกวันนี้
       
       “ จริงๆแล้วผมเคยปะทะคารมกับคุณสมัครมาตั้งแต่ผมยังไม่ได้เป็นนักข่าว แต่เขาจำผมไม่ได้ ผมเจอคุณสมัครครั้งแรกที่สนามเสือป่า ตอนนั้นประมาณปี 2519 คุณสมัครไปพูดว่าคนตรังไปรู้เลือก ส.ส.มายังไง ส.ส.เป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่ง ส.ส.ที่คุณสมัครพูดถึงตอนนั้นก็คือคุณชวน หลีกภัย ทีนี้เขาก็ไปปลุกระดมว่าทั้งประเทศเขามีลูกเสือชาวบ้านกันแล้วแต่จังหวัดตรังไม่มี ผมเองเป็นคนจังหวัดตรัง ก็เลยเกิดการปะทะระหว่างผมกับคุณสมัคร ผมก็ยืนยันว่าจังหวัดตรังมีลูกเสือชาวบ้าน ส่วนเขาจะเลือก ส.ส.มายังไงนั้นถือเป็นวิจารณญาณของเขาที่เขาเห็นว่าเป็นคนดี ไม่ใช่คนเลวทรามบัดซบอย่างนี้ จากนั้นก็มีการเผชิญหน้าและถกเถียงกันมาตลอด
       
       ครั้งที่ 2 คือหลังเหตุนองเลือดช่วงพฤษภาทมิฬ ปี 2535 นักข่าวก็ไปดักสัมภาษณ์คุณสุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ว่าจะรับผิดชอบอย่างไร คุณสุจินดามาถึงทำเนียบฯแกเห็นนักข่าวเยอะ แกก็เผ่นแน่บไปเลย นักข่าวก็วิ่งไปดัก คุณสมัครซึ่งเป็นรองนายกฯก็วิ่งมาขวางแล้วบอกว่าจะแถลงข่าวเอง ผมก็ถามว่าคุณสมัครเมื่อเกิดเหตุนองเลือดขึ้นแล้วเนี่ย พรรคประชากรไทยของคุณจะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลไหม แกก็บอกว่า เออ..ทีจอร์จบุชมันฆ่าคนในเหตุจลาจลในอเมริกาไม่เห็นมีใครว่าอะไรเลย ผมก็บอกว่ามันคนละเรื่องกัน ผมถามว่าคุณจะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลไหม แกก็เห็นนักข่าวฝรั่งเยอะแกก็บอกให้ฝรั่งถามบ้าง ปีเตอร์ซึ่งเป็นนักข่าวฝรั่งเขาก็บอกว่าผมก็จะถามเหมือนที่คุณสุทินถามน่ะแหล่ะ ผมก็ถามย้ำว่าจะถอนตัวหรือเปล่า แกหันขวับมาบอกว่าคุณหุบปากได้แล้ว ผมก็เลยสวนไปว่ามึงก็หุบปากสิวะ แกก็บอกว่าถ้างั้นคุณมาถามผมทำหอกอะไร ผมก็บอกว่าแล้วคุณมาเป็นรองนายกทำส้น....อะไร เท่านั้นแหล่ะวงแตกเลย ตอนนี้พอแกมาเป็นนายกฯก็เลยมีคนตั้งฉายาแกว่า ‘นายกฯหอกหัก’ (หัวเราะขำ)
       
       ล่าสุดก็เถียงกันอีกตอนแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน ผมก็ถามคุณสมัครว่าทุกพรรคยืนยันหรือเปล่าว่าจะเลือกคุณสมัครเป็นนายกฯ แกก็บอกว่าเป็นคำถามที่ไม่น่าถาม ผมก็บอกว่าการจัดตั้งรัฐบาลถ้าไม่ให้ถามเรื่องบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯแล้วจะให้ถามเรื่องอะไร หรือทุกคนอายที่จะให้คุณสมัครเป็นนายกฯถึงไม่ให้ถาม นักข่าวคนอื่นเขาก็ถามทำนองเดียวกันว่าพรรคร่วมรัฐบาลยอมรับในคุณสมบัติของคุณสมัครหรือเปล่า แกก็โมโหใหญ่ สุดท้ายก็ยกเลิกการแถลงข่าว (หัวเราะ)” สุทินเล่าถึงการปะทะคารมระหว่างเขาและนายสมัคร
       
       สาวไส้สื่อ
       
       สุทินยังแสดงความวิตกต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนไทยในปัจจุบันว่า สิ่งที่น่าห่วงคือสื่อส่วนใหญ่มักนำเสนอข่าวเข้าข้างผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางการเมือง อำนาจการทหาร หรืออำนาจทุน ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังนำมาสู่ ‘วิกฤตสื่อ’ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อันเป็นปัจจัยสำคัญในการทำลายสังคมไทย
       
       “นักข่าวส่วนใหญ่ไม่กล้าถามคำที่รู้ว่าถามแล้วนักการเมืองจะไม่พอใจ ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งที่สังคมควรรู้ รวมถึงไม่กล้าเสนอข่าวที่เป็นลบต่อนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจด้วย ที่น่าเศร้าคือนักข่าวที่ว่าเนี่ยล้วนแต่เป็นนักข่าวอาวุโส ซึ่งแนวคิดแบบนี้มันเป็นสิ่งที่สั่งสมมานานจนกลายเป็นวัฒนธรรม เท่าที่เห็นนักข่าวใหม่ๆหลายคนก็พยายามลุกขึ้นมาต่อสู้ แต่ว่าถูกกดดันจากนักข่าวระดับเจ๊ ระดับ 18 อรหันต์ ซึ่งมักแสดงความไม่พอใจนักข่าวรุ่นน้องที่ถามคำถามที่นักการเมืองขัดเคืองใจ
       
       อย่างตอนที่มีปัญหาเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ สุทิน คลังแสง พากลุ่ม นปก.เข้าไปแถลงข่าวในรัฐสภา และมีการถ่ายรูปนักข่าวในลักษณะข่มขู่คุกคาม นักข่าวก็ไม่พอใจ คุณเหวง โตจิราการ ก็บอกว่าเอาล่ะ เรื่องนี้ขอกันกินมากกว่า ก็มีนักข่าวรุ่นใหม่ๆเขาย้อนมาว่าใครไปขอคุณกิน แสดงให้เห็นว่านักข่าวเริ่มลุกขึ้นมาสู้ แต่การสู้ของเขาไม่สามารถทัดทานกับนักข่าวระดับบนที่มีอำนาจตัดสินใจในการนำเสนอข่าว แม้นักข่าวในพื้นที่จะรายงานว่าบนเวทีพันธมิตรฯ มีการแฉเรื่องการทุจริตของนักการเมืองในรัฐบาลนี้ แต่บรรณาธิการข่าวไม่เอาข่าวนี้มาออกอากาศ กลับเสนอแต่ข่าวเชิงบวกของรัฐบาล ตอนนี้มันจึงเกิดปรากฏการณ์สื่อทำร้ายสังคม ซึ่งตรงนี้นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง” สุทินกล่าวตบท้ายด้วยน้ำเสียงที่หดหู่
       
       * * * * * * * * * * *
       
       เรื่อง - จินดาวรรณ สิ่งคงสิน
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
 
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.073 วินาที กับ 19 คำสั่ง