|
อังคาร 30
เมษายน 2545
ภาพของ "มหาสดำ" เฟิร์นที่มีลำต้นสูงใหญ่ จากนิตยสาร
อสท. ที่เราเคยอ่านมาเมื่อหลายปีก่อน ทำให้เราเตรียมตัวดั้นด้นออกไปค้นหา
เพราะทุกครั้งที่นึกถึงชื่อมหาสดำ ก็จะทำให้เรานึกถึงชื่อเขาหลวง
นคร ฯ จนครั้งนี้โชคเข้าข้างเราแล้ว..
กว่าพาสังขารผ่านขบวนรถมากมายบนท้อง ถนนมาถึงสายใต้ใหม่ก็ปาเข้าไปทุ่มห้าสิบแล้ว
วันนี้ผู้คนคับคั่งกว่าที่คิด อาจจะมีคนลางานอีกสองวันรวมกับวันหยุดเป็นหกวัน
กลับไปเยี่ยมเยียนบ้านเกิด พาร่างบอบบางของเรา เบียดกับฝูงชนไปติดบัตรที่เป้เรียบร้อย
ก็ขึ้นไปประจำที่บนรถทัวร์นครศรีราชาทัวร์ สายกรุงเทพ - นครศรี
ฯ ที่จะพาเรามุ่งหน้าสู่นครศรีธรรมราชจุดหมายปลายทาง พอรถออกจากขนส่งต่างคนต่างก็งีบเอาแรงสำหรับพิชิตเขาหลวงในวันพรุ่ง
แต่แล้ว
ตีหนึ่งโฮสเตสสาวยัดเยียดผ้าเย็นใส่มือ ก่อนจะไล่พวกเราลงจากรถไปกินข้าวต้มมื้อดึก
ช่างเป็นการบริการที่แสนประทับใจแต่ทรมานกายซะจริง
พุธ 1 พฤษภาคม
2545
เจ็ดโมงรถทัวร์พาเรามาถึงที่ขนส่งเมืองนคร ฯ กินมื้อเช้า หลังจากแนะนำตัวกันแล้ว
พวกเรา ห้าสาว ห้าหนุ่ม ก็ออกเดินทางไปยังชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติบ้านวังลุง
ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ประมาณ 20 กิโล พี่คนขับรถชี้ให้ดูแนวสันเขาที่เราจะต้องเดินกันวันนี้
ภาพของเทือกเขาทอดตัวสงบนิ่ง มีสันเขาสูงสลับซับซ้อน ทำให้รู้สึกตื่นเต้นระคนกับความกังวลที่ผุดขึ้นในใจ
"นี่เราจะพาสังขารกับเป้หลังขึ้นไปบนนั้นได้จริง ๆ หรือ???"
แปดโมงเรามาถึงชมรมอนุรักษ์
ฯ บ้านวังลุง มีกลุ่มของผู้สื่อ ความหมายรออยู่แล้วหลายคน
เป็นกลุ่มที่จะทำหน้าที่นำทาง ทำครัว ขนสำภาระและพาพวกเราเดินเท้าสู่ยอดฝามีตลอดทริปนี้..
จัดการแต่งองค์ทรงเครื่อง ที่จะลืมกันไม่ได้ก็คือถุงกันทาก และยากันแมลง
เพราะโดนขู่มาเยอะว่ามีทากค่อนข้างเยอะบนนั้น ส่วนอะไรที่ไม่จำเป็น
เช่น เสื้อผ้าวันกลับ และอะไรเท่าที่จะเอาออกจากเป้หลังได้ก็ถูกกำจัดออกไป
คุณบอยแนะนำให้พวกเราได้รู้จักกับกลุ่มผู้สื่อความหมาย และหัวหน้ากลุ่มอนุรักษ์บ้านวังลุง
ซึ่งบอกกับพวกเราว่าขณะนี้มีกล้วยไม้หลากหลายพันธุ์เบ่งบานรอให้พวกเราไปชม
แต่มีคำพูดหนึ่งของคุณบอยที่ก้องอยู่ในหูพวกเรา "ผมรู้ว่าพวกคุณจะทำได้
แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าขึ้นเขาหลวงไม่ง่าย
"
เก้าโมงพวกเราขึ้นเป้หลังออกเดินผ่านสวนสมรมของชาวบ้าน
ที่ชื่อสวนสมรมเพราะว่าเค้าจะปลูกไม้ผลหลายชนิดรวมกัน ทุเรียน
ลองกอง ลางสาด ละไม เงาะ มังคุด และอื่น ๆ เท่าที่จะเอามาปลูกไว้ในสวนได้
ผลก็คือมีความหลากหลายของพืชพรรณ ทำให้การรบกวนจากแมลงศัตรูพืชน้อยลง
และไม่เสี่ยงกับราคาพืชผลมากนัก ตอนนี้ทุเรียนกำลังออกดอกเต็มต้นเลย
ทั้ง ๆ ที่ฝันหวานว่าจะเจอเงาะ เจอมังคุดดกเต็มต้น เพราะฝั่งตะวันออกเค้าเก็บมาขายกันแล้ว
กลายเป็นว่าถ้าจะกินเงาะกินทุเรียนที่นี่ ต้องมาเดือนแปดเดือนเก้าโน่นเลย
กว่าจะผ่านสวนสมรมของเช้าบ้านมาถึงลำห้วยสายเล็ก ๆ แต่ละคนก็หอบเป็นหมาหอบแดดกันแล้ว(นี่ยังไม่ได้ขึ้นเขาเลยนะเนี่ย)
ผู้สื่อความหมายเอายาเส้นออกมา แบ่งให้พวกเราละลายเอาน้ำราดตามถุงเท้ารองเท้าเพื่อกันทาก
ท่านว่ากันทากได้ดีพอ ๆ กับสารเคมีสมัยใหม่ทีเดียว ที่สำคัญคือไม่รบกวนธรรชาติด้วย
ออกเดินทางกันต่อตอนนี้เราเริ่มไต่ขึ้นสู่
"เนินรับแขก"
สภาพป่าช่วงนี้เป็นป่าดิบเขาทั่วไป ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงป่าเขาใหญ่เอาไว้
ทางเดินจากชันประมาณ 30 องศา ที่เหมือนกับการรับแขกจากเจ้าบ้านอัธยาศัยดี
ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นทางชัน 45 หรือมากว่าจนเรียกได้ว่า"ชันดิก"
เล่นเอาหายใจหายคอกันแทบไม่ทัน พวกเราเดินผ่านเนินบ้าง เลาะไปตามไหล่เขาบ้าง
พักหลังทางมันเริ่มชันมากต้องหยุดกันทุก ๆ 30-40 ก้าวทีเดียว
แต่สภาพป่าดิบเขาที่ร่มเย็น มีไม้ดอกเล็ก ๆ พวกหยาดน้ำฟ้าและสังกรณีขึ้นมาให้ชื่นชมกันได้ตลอดทาง
มัวแต่ชื่นชมความงามอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องคอยแกะคอยดีดเจ้าทากตัวดีออกจากขาเสมอ
กำลังก้มหน้าก้มตาเดินลุงสมสะกิดให้พวกเราหยุดฟังเสียงเห่าดังมาแว่ว
ๆ "เสียงเก้งครับ" นี่ถ้าไม่มีใครบอกเราก็คงคิดว่าเป็นเสียงหมาเห่าเท่านั้นเอง
ทริปนี้เราโชคดีที่เห็นผีเสื้อร่อนลมมลายูตัวใหญ่ โฉบผ่านมาทักทายถึงสองครั้ง
แต่การดูสิ่งสวยงามขณะที่เราเหนื่อยมาก ๆ นี่ ทำเอาความงดงามของสิ่งที่เราพบเห็นหายไปกว่าครึ่งทีเดียว
เที่ยงเศษเราทั้งเดิน
ทั้งตะกาย ทั้งมุด ทั้งคลาน ผ่านเส้นทางชันโหดหินมาจนถึง "สันคิด"
ที่เป็นธารน้ำตกเล็ก ๆ มีสายน้ำไหลเอื่อยให้ได้ล้างหน้าล้างตากันพอชื่นใจ
พี่หมกคนนำทางเอาข้าวกลางวันมาแจกพวกเราทุกคน เป็นข้าวผัดหมูห่อด้วยใบตองกลิ่นกรุ่นหอม
ทำให้พวกเรากินข้าวกันด้วยความเอร็ดอร่อยอีกหนึ่งมื้อ พออิ่มมื้อกลางวันก็พอมีเรียวแรงได้สังเกตุความงามรอบตัว
ที่สันคิดนี่ก้อนหินแต่ละก้อนจะปกคลุมไปด้อยมอสและเฟิร์นเล็ก
ๆ ทำให้ดูเป็นก้อนหินที่มีชีวิตขึ้นมาถนัดใจ นอกจากนี้ยังมีดอกไม้สีขาวเล็ก
ๆ ที่ลุงสมบอกว่าชื่อว่านหิน ขึ้นมาแซมประปรายทำให้ธารน้ำแห่งนี้สวยเหมือนมีช่างฝีมือดีมาตบแต่งเอาไว้
พักพอข้าวเรียงเม็ดเราก็ออกเดินย้อนขึ้นไปตามธารน้ำเรื่อย
ๆ มีพี่บางคนพยายาม
ตะครุบกบหลายครั้งทั้ง ๆ ที่มันไม่ร้องและมองไม่เห็นตัวมันซักนิด
ลุงสมแกเลยต้องสวมวิญญาณคุณหมอ ทั้งบีบทั้งนวดยาแล้วพาออกเดินกันต่อ
ครู่ใหญ่เราก็มาถึงดงเฟิร์นเล็ก ๆ ที่มีน้ำไหลรินออกมาจากพื้นหินก้อนเล็ก
ๆ พี่คนนำทางบอกว่านี่ล่ะ "ห้วยน้ำผุด" ซึ่งเป็นตาน้ำที่ไหลรินไม่ขาดสายตลอดปี
จนกลายเป็นลำธารและน้ำตกหล่อเลี้ยงคนพื้นล่างโน่น ทำให้นึกถึงเพลงหยดน้ำของพงษ์เทพขึ้นมาได้
"น้ำเพียงหยดเดียวจากรากไม้กลั่น
มาสะสมจนกลายเป็นห้วยหลั่งริน
รับรินรายล้นหลากสองฝากฝั่ง เป็นแม่น้ำลำธารสราญชุ่มเย็น.."
หน้าต่อไป
|