TripandTrek.com - โลกกว้างของคนเดินทาง
TripandTrek.com | โลกกว้างของคนเดินทาง | Traveller's WorldWide
   เรื่องเล่าคนเดินทาง
   เทคนิคแคมป์
   เรื่องเล่าติดแสตมป์
   นานา..น่าลอง
   ศิลปวัฒนธรรม
   เรื่องเล่าจากราวไพร  
   สมุดเยี่ยม
   มองผ่านเลนส์
   ทริปเดินทาง ปี 51  
   แนะนำตัว
สมัครสมาชิกรับข่าวสาร ฟรี!!





:: ศิลปวัฒนธรรม :: เพื่อส่งเสริมสำนึกรักศิลปวัฒนธรรมไทย ::

  :.> เรื่องเล่าเขาหลวง ...

เรื่องและภาพโดย:. > > > Joyful

อังคาร 30 เมษายน 2545
ภาพของ "มหาสดำ" เฟิร์นที่มีลำต้นสูงใหญ่ จากนิตยสาร อสท. ที่เราเคยอ่านมาเมื่อหลายปีก่อน ทำให้เราเตรียมตัวดั้นด้นออกไปค้นหา เพราะทุกครั้งที่นึกถึงชื่อมหาสดำ ก็จะทำให้เรานึกถึงชื่อเขาหลวง นคร ฯ จนครั้งนี้โชคเข้าข้างเราแล้ว..

กว่าพาสังขารผ่านขบวนรถมากมายบนท้องถนนมาถึงสายใต้ใหม่ก็ปาเข้าไปทุ่มห้าสิบแล้ว วันนี้ผู้คนคับคั่งกว่าที่คิด อาจจะมีคนลางานอีกสองวันรวมกับวันหยุดเป็นหกวัน กลับไปเยี่ยมเยียนบ้านเกิด พาร่างบอบบางของเรา เบียดกับฝูงชนไปติดบัตรที่เป้เรียบร้อย ก็ขึ้นไปประจำที่บนรถทัวร์นครศรีราชาทัวร์ สายกรุงเทพ - นครศรี ฯ ที่จะพาเรามุ่งหน้าสู่นครศรีธรรมราชจุดหมายปลายทาง พอรถออกจากขนส่งต่างคนต่างก็งีบเอาแรงสำหรับพิชิตเขาหลวงในวันพรุ่ง แต่แล้ว…ตีหนึ่งโฮสเตสสาวยัดเยียดผ้าเย็นใส่มือ ก่อนจะไล่พวกเราลงจากรถไปกินข้าวต้มมื้อดึก ช่างเป็นการบริการที่แสนประทับใจแต่ทรมานกายซะจริง…

พุธ 1 พฤษภาคม 2545
เจ็ดโมงรถทัวร์พาเรามาถึงที่ขนส่งเมืองนคร ฯ กินมื้อเช้า หลังจากแนะนำตัวกันแล้ว พวกเรา ห้าสาว ห้าหนุ่ม ก็ออกเดินทางไปยังชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติบ้านวังลุง ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ประมาณ 20 กิโล พี่คนขับรถชี้ให้ดูแนวสันเขาที่เราจะต้องเดินกันวันนี้ ภาพของเทือกเขาทอดตัวสงบนิ่ง มีสันเขาสูงสลับซับซ้อน ทำให้รู้สึกตื่นเต้นระคนกับความกังวลที่ผุดขึ้นในใจ "นี่เราจะพาสังขารกับเป้หลังขึ้นไปบนนั้นได้จริง ๆ หรือ???"

แปดโมงเรามาถึงชมรมอนุรักษ์ ฯ บ้านวังลุง มีกลุ่มของผู้สื่อ ความหมายรออยู่แล้วหลายคน เป็นกลุ่มที่จะทำหน้าที่นำทาง ทำครัว ขนสำภาระและพาพวกเราเดินเท้าสู่ยอดฝามีตลอดทริปนี้.. จัดการแต่งองค์ทรงเครื่อง ที่จะลืมกันไม่ได้ก็คือถุงกันทาก และยากันแมลง เพราะโดนขู่มาเยอะว่ามีทากค่อนข้างเยอะบนนั้น ส่วนอะไรที่ไม่จำเป็น เช่น เสื้อผ้าวันกลับ และอะไรเท่าที่จะเอาออกจากเป้หลังได้ก็ถูกกำจัดออกไป คุณบอยแนะนำให้พวกเราได้รู้จักกับกลุ่มผู้สื่อความหมาย และหัวหน้ากลุ่มอนุรักษ์บ้านวังลุง ซึ่งบอกกับพวกเราว่าขณะนี้มีกล้วยไม้หลากหลายพันธุ์เบ่งบานรอให้พวกเราไปชม แต่มีคำพูดหนึ่งของคุณบอยที่ก้องอยู่ในหูพวกเรา "ผมรู้ว่าพวกคุณจะทำได้ แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าขึ้นเขาหลวงไม่ง่าย…"

เก้าโมงพวกเราขึ้นเป้หลังออกเดินผ่านสวนสมรมของชาวบ้าน ที่ชื่อสวนสมรมเพราะว่าเค้าจะปลูกไม้ผลหลายชนิดรวมกัน ทุเรียน ลองกอง ลางสาด ละไม เงาะ มังคุด และอื่น ๆ เท่าที่จะเอามาปลูกไว้ในสวนได้ ผลก็คือมีความหลากหลายของพืชพรรณ ทำให้การรบกวนจากแมลงศัตรูพืชน้อยลง และไม่เสี่ยงกับราคาพืชผลมากนัก ตอนนี้ทุเรียนกำลังออกดอกเต็มต้นเลย ทั้ง ๆ ที่ฝันหวานว่าจะเจอเงาะ เจอมังคุดดกเต็มต้น เพราะฝั่งตะวันออกเค้าเก็บมาขายกันแล้ว กลายเป็นว่าถ้าจะกินเงาะกินทุเรียนที่นี่ ต้องมาเดือนแปดเดือนเก้าโน่นเลย กว่าจะผ่านสวนสมรมของเช้าบ้านมาถึงลำห้วยสายเล็ก ๆ แต่ละคนก็หอบเป็นหมาหอบแดดกันแล้ว(นี่ยังไม่ได้ขึ้นเขาเลยนะเนี่ย) ผู้สื่อความหมายเอายาเส้นออกมา แบ่งให้พวกเราละลายเอาน้ำราดตามถุงเท้ารองเท้าเพื่อกันทาก ท่านว่ากันทากได้ดีพอ ๆ กับสารเคมีสมัยใหม่ทีเดียว ที่สำคัญคือไม่รบกวนธรรชาติด้วย

ออกเดินทางกันต่อตอนนี้เราเริ่มไต่ขึ้นสู่ "เนินรับแขก" สภาพป่าช่วงนี้เป็นป่าดิบเขาทั่วไป ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงป่าเขาใหญ่เอาไว้ ทางเดินจากชันประมาณ 30 องศา ที่เหมือนกับการรับแขกจากเจ้าบ้านอัธยาศัยดี ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นทางชัน 45 หรือมากว่าจนเรียกได้ว่า"ชันดิก" เล่นเอาหายใจหายคอกันแทบไม่ทัน พวกเราเดินผ่านเนินบ้าง เลาะไปตามไหล่เขาบ้าง พักหลังทางมันเริ่มชันมากต้องหยุดกันทุก ๆ 30-40 ก้าวทีเดียว แต่สภาพป่าดิบเขาที่ร่มเย็น มีไม้ดอกเล็ก ๆ พวกหยาดน้ำฟ้าและสังกรณีขึ้นมาให้ชื่นชมกันได้ตลอดทาง มัวแต่ชื่นชมความงามอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องคอยแกะคอยดีดเจ้าทากตัวดีออกจากขาเสมอ กำลังก้มหน้าก้มตาเดินลุงสมสะกิดให้พวกเราหยุดฟังเสียงเห่าดังมาแว่ว ๆ "เสียงเก้งครับ" นี่ถ้าไม่มีใครบอกเราก็คงคิดว่าเป็นเสียงหมาเห่าเท่านั้นเอง ทริปนี้เราโชคดีที่เห็นผีเสื้อร่อนลมมลายูตัวใหญ่ โฉบผ่านมาทักทายถึงสองครั้ง แต่การดูสิ่งสวยงามขณะที่เราเหนื่อยมาก ๆ นี่ ทำเอาความงดงามของสิ่งที่เราพบเห็นหายไปกว่าครึ่งทีเดียว

เที่ยงเศษเราทั้งเดิน ทั้งตะกาย ทั้งมุด ทั้งคลาน ผ่านเส้นทางชันโหดหินมาจนถึง "สันคิด" ที่เป็นธารน้ำตกเล็ก ๆ มีสายน้ำไหลเอื่อยให้ได้ล้างหน้าล้างตากันพอชื่นใจ พี่หมกคนนำทางเอาข้าวกลางวันมาแจกพวกเราทุกคน เป็นข้าวผัดหมูห่อด้วยใบตองกลิ่นกรุ่นหอม ทำให้พวกเรากินข้าวกันด้วยความเอร็ดอร่อยอีกหนึ่งมื้อ พออิ่มมื้อกลางวันก็พอมีเรียวแรงได้สังเกตุความงามรอบตัว ที่สันคิดนี่ก้อนหินแต่ละก้อนจะปกคลุมไปด้อยมอสและเฟิร์นเล็ก ๆ ทำให้ดูเป็นก้อนหินที่มีชีวิตขึ้นมาถนัดใจ นอกจากนี้ยังมีดอกไม้สีขาวเล็ก ๆ ที่ลุงสมบอกว่าชื่อว่านหิน ขึ้นมาแซมประปรายทำให้ธารน้ำแห่งนี้สวยเหมือนมีช่างฝีมือดีมาตบแต่งเอาไว้

พักพอข้าวเรียงเม็ดเราก็ออกเดินย้อนขึ้นไปตามธารน้ำเรื่อย ๆ มีพี่บางคนพยายาม ตะครุบกบหลายครั้งทั้ง ๆ ที่มันไม่ร้องและมองไม่เห็นตัวมันซักนิด ลุงสมแกเลยต้องสวมวิญญาณคุณหมอ ทั้งบีบทั้งนวดยาแล้วพาออกเดินกันต่อ ครู่ใหญ่เราก็มาถึงดงเฟิร์นเล็ก ๆ ที่มีน้ำไหลรินออกมาจากพื้นหินก้อนเล็ก ๆ พี่คนนำทางบอกว่านี่ล่ะ "ห้วยน้ำผุด" ซึ่งเป็นตาน้ำที่ไหลรินไม่ขาดสายตลอดปี จนกลายเป็นลำธารและน้ำตกหล่อเลี้ยงคนพื้นล่างโน่น ทำให้นึกถึงเพลงหยดน้ำของพงษ์เทพขึ้นมาได้

"น้ำเพียงหยดเดียวจากรากไม้กลั่น มาสะสมจนกลายเป็นห้วยหลั่งริน
รับรินรายล้นหลากสองฝากฝั่ง เป็นแม่น้ำลำธารสราญชุ่มเย็น.."

หน้าต่อไป

Best view in Internet Explorer
Contact: webmaster@tripandtrek.com
Copyright 2002 | 2005 : www. Trek .Com All right reserved